โรคถุงลมโป่งพอง ทรมานที่สุด และ ตายช้าที่สุด

โรคถุงลมโป่งพอง ทรมานที่สุด และ ตายช้าที่สุด
เมื่อวานเขียนถึง “โรคถุงลมโป่งพอง” จากการสูบบุหรี่ ว่าเป็นโรคที่ผมกลัวที่สุด เพราะหมอที่รักษาเหนื่อยและคนไข้ทรมานมาก มีสื่อมวลชนไลน์มาว่า “ที่อาจารย์เล่ามา เห็นภาพคุณพ่อของหนิงตอนอยู่โรงพยาบาลเลยค่ะ หนิงอยู่ในสถานการณ์ที่คุณพ่อหายใจไม่ออกมานับครั้งไม่ถ้วน สงสารจับใจ ขนาดอยู่โรงพยาบาลก็ยังทุกข์ทรมานเลยค่ะ”

 ในการเตรียมการเปิดตัว “โครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่” เมื่อเดือนตุลาคมปี พ.ศ.2529 คุณเอื้ออารีย์ หมื่นอินกุล ประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้มาร่วมวางแผน ว่าจะเปิดตัวโครงการอย่างไร จึงจะ “ช็อค” สังคมให้เห็นอันตรายจากการสูบบุหรี่

คุณเอื้ออารีย์ ได้ขอให้ผมพาไปดูคนไข้ที่ป่วยจากการสูบบุหรี่ที่อยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งมีทั้งที่เป็นมะเร็งปอด โรคหัวใจ และโรคถุงลมโป่งพอง วันนั้นในหอผู้ป่วยอายุรกรรม มีคนไข้ถุงลมโป่งพอง ที่ถูกเจาะคอติดเครื่องช่วยหายใจอยู่หลายคน คุณเอื้ออารีย์เห็นคนไข้หอบ หายใจไม่เข้ากับเครื่อง พยาบาลต้องถอดเครื่องช่วยหายใจเพื่อดูดเสมหะ 

คุณเอื้ออารีย์ บอกว่าน่ากลัวมาก และแนะนำให้ใช้คนไข้โรคถุงลมโป่งพองในการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2529 ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้สื่อข่าวเป็นอย่างมาก จนเป็นข่าวขึ้นหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมทั้งทีวีเกือบทุกช่อง

โรคถุงลมโป่งพองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญอันดับที่ 3 ของโลก มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ 213.4 ล้านคน และเสียชีวิต 3.7 ล้านคน ในปี พ.ศ.2564  ข้อมูลจากมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทยและชมรมถุงลมโป่งพอง มีคนไทยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองประมาณ 1 ล้านคนจากจำนวนคนสูบบุหรี่ 10 ล้านคน ในจำนวนนี้ 3 แสนคน ที่มีอาการเหนื่อยที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง และเสียชีวิตปีละ 15,000 คน

สาเหตุหลักของโรคถุงลมโป่งพองมาจากการสูบบุหรี่ สาเหตุอื่นจากมลพิษในอากาศจากแหล่งต่าง ๆ หลักฐานล่าสุดพบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองได้เช่นเดียวกับสูบบุหรี่มวน สิ่งที่อยากจะฝากคือ ใน 3 กลุ่มโรคหลักที่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ มะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคถุงลมโป่งพอง 

โรคถุงลมโป่งพองเป็นโรคที่ “ทรมานที่สุด และตายช้าที่สุด”

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ 
9 กันยายน 2569

อ้างอิง: 
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12815125/
https://health.kapook.com/view6943.html
https://www.nature.com/articles/s41533-025-00438-6